วันจันทร์ที่ 31 มกราคม พ.ศ. 2554

วิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม

ยุทธศาสตร์ในการส่งเสริมวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อมปี 2550-2554

            ยุทธศาสตร์และกลยุทธ์การส่งเสริมวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อมในระยะปี 2550-2554 ในแผนการส่งเสริมวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อมของประเทศไทย ฉบับที่ 2 ได้กำหนดการส่งเสริมวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อมในระดับตัวผู้ประกอบการและกิจการ ระดับสาขาธุรกิจ รวมทั้งวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อมในภูมิภาคและท้องถิ่น และจะต้องสนับสนุนปัจจัยเอื้อที่เหมาะสมในการเพิ่มประสิทธิภาพและความสามารถทางนวัตกรรมให้กับวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อมไทย


วิสัยทัศน์และเป้าหมาย

            วิสัยทัศน์ของการส่งเสริม คือ การเสริมสร้างความแข็งแกร่งให้กับกิจการวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อมไทยเพื่อให้สามารถเติบโตอย่างสมดุล ต่อเนื่อง และยั่งยืน โดยมุ่งเน้นการเสริมสร้างศักยภาพในการแข่งขันและการทำธุรกิจของวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อมด้วยฐานความรู้ และความสามารถในเชิงทักษะฝีมือ

            มิติการส่งเสริม มุ่งเน้นการส่งเสริมวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อมในระดับสาขาธุรกิจ ในพื้นที่และในระดับตัวผู้ประกอบการซึ่งพิจารณาตามสภาพการพัฒนาของกิจการด้วย ได้แก่ระยะก่อนเริ่มกิจการ ระยะเริ่มต้น ระยะเติบโต ระยะอยู่ตัว และระยะถดถอย ปรับตัว โดยการส่งเสริมจะให้ความสำคัญกับกิจการที่มีการปรับตัวด้านความโปร่งใสและประสิทธิภาพการดำเนินธุรกิจ ให้ความสำคัญกับการเพิ่มผลิต ภาพการผลิต การจัดการ ความสามารถในการสร้างนวัตกรรม และการคำนึงถึงความรับผิดชอบต่อผู้บริโภค สังคม และสิ่งแวดล้อม รวมทั้งเน้นปรับระบบการจัดการหรือการทำงานส่งเสริมในภาครัฐให้มีประสิทธิภาพยิ่งขึ้น


ธุรกิจ SMEs ไทย

ยุทธศาสตร์การส่งเสริมธุรกิจ SMEs ไทยกับการแข่งขันในทศวรรษที่ 21

            วิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อมนับเป็นองค์ประกอบที่สำคัญของระบบเศรษฐกิจโดยมีจำนวนถึงประมาณร้อยละ 99 ของธุรกิจทั้งหมดวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อมจึงมีบทบาทสำคัญในการเป็นฐานรากการพัฒนาที่ยั่งยืนเป็นกลไกหลักในการฟื้นฟูและเสริมสร้างความก้าวหน้าทางเศรษฐกิจรวมทั้งเป็นกลไกในการแก้ไขปัญหาความยากจนข้อมูลที่ยืนยันถึงบทบาททางเศรษฐกิจไทยที่สำคัญดังกล่าวได้แก่ การก่อให้เกิดการจ้างงานคิดเป็นสัดส่วนถึงกว่าร้อยละ 76 ของการจ้างงานรวมของประเทศ บทบาทในการสร้างมูลค่าผลิตภัณฑ์มวลรวมภายในประเทศ ประมาณร้อยละ 39 ของมูลค่าผลิตภัณฑ์มวลรวมในประเทศทั้งหมดและมีมูลค่าการส่งออกโดยตรงคิดเป็นสัดส่วนกว่าร้อยละ 29 ของมูลค่าการส่งออกรวม


ปัญหาอุปสรรค SMEs ไทย

            สภาพปัญหาอุปสรรค ทั้งที่เกิดจากข้อจำกัดของผู้ประกอบการวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อมเอง หรือจากการขาดปัจจัยสนับสนุนจากภาครัฐและจากปัจจัยภายนอกกิจการได้ทำให้เกิดปัญหาต่างๆ ตามมามากมาย ที่สำคัญ ได้แก่ การที่วิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อมไทยส่วนใหญ่ยังมีประสิทธิภาพด้านการผลิต การจัดการต่ำ และขาดขีดความสามารถในการใช้และพัฒนาเทคโนโลยี นวัตกรรม การสร้างและการใช้ประโยชน์จากทรัพย์สินทางปัญญา ซึ่งนำไปสู่การขาดความสามารถในการผลิตสินค้าและบริการที่มีมูลค่าเพิ่มสูงมีนวัตกรรมมีความแตกต่าง และนำไปสู่ปรากฎการณ์ของปัญหาหลายประการ เช่น มีการขยายตัวต่ำ มีการหดตัวในบางสาขาเศรษฐกิจ (ภาคการค้า) รวมทั้งมีการส่งออกสินค้าในกลุ่มที่เป็นสินค้าปฐมภูมิและใช้แรงงานมากที่มีมูลค่าต่ำเป็นส่วนใหญ่ อย่างไรก็ตาม วิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อยไทยยังมีโอกาสและลู่ทางที่ดีทางด้านการผลิตสินค้าและบริการที่ใช้ภูมิปัญญาในประเทศ ความรู้สั่งสม ทักษะฝีมือ ความปราณีต อัธยาศัยไมตรี และวัตถุดิบภายในประเทศ ที่สอดคล้องกับความต้องการและแนวโน้มพฤติกรรมผู้บริโภคสมัยใหม่ รวมทั้งโครงสร้างทางสังคมที่เปลี่ยนแปลงไป หากผู้ประกอบการวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อยไทยมีการปรับตัว หลีกหนีจากการแข่งขันในตลาดล่างไปสู่การผลิตป้อนตลาดระดับกลางและระดับบนขึ้นไปที่ใช้องค์ความรู้ ทักษะ ฝีมือและความเป็นไทยในการผลิตและการจัดการโดยจะต้องได้รับการสนับสนุนในด้านปัจจัยเอื้อและโครงสร้างพื้นฐานที่เหมาะสมและสอดคล้องกับความต้องการจากภาครัฐด้วย


โครงสร้างพื้นฐานทางปัญญา (พ.ศ.2551-2555)

เนื่องจากโลกในปัจจุบันกำลังตื่นตัวกับการเข้าสู่ยุคเศรษฐกิจอุตสาหกรรมฐานความรู้ ซึ่งถือเป็นแนวคิดสำคัญของประเทศที่พัฒนาแล้ว และประเทศกำลังพัฒนาใช้ผลักดันให้เกิดสังคมและเศรษฐกิจฐานความรู้โดยสร้างความเข้มแข็งในระบบนวัตกรรมแห่งชาติ กระทรวงอุตสาหกรรม โดยสำนักงานเศรษฐกิจอุตสาหกรรม (สศอ.) จึงได้ร่วมมือกับกระทรวงวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี จัดทำแผนแม่บทโครงสร้างพื้นฐานทางปัญญา พ.ศ. 2551-2555 ขึ้น ซึ่งมีองค์ประกอบ 2 ส่วนหลัก คือ โครงสร้างพื้นฐานทางปัญญา และ ระบบการบริหารจัดการความรู้

1.      โครงสร้างพื้นฐานทางปัญญา มีองค์ประกอบ ดังนี้

ทรัพยากรมนุษย์ มีความสำคัญอย่างมากเนื่องจากเป็นตัวกลางในการสร้าง กระจาย และใช้ความรู้ ฉะนั้นการให้การศึกษาและการฝึกอบรมจะต้องมีมาตรฐานสูงและเป็นไปอย่างกว้างขวาง ตลอดชีวิตการทำงานของบุคคล

เทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร ซึ่งหมายถึงเทคโนโลยีที่เกี่ยวข้องกับการประมวล เก็บรักษา ถ่ายโอนและสื่อสารข้อมูลทั้งข้อความเสียงและภาพ โดยถือเป็นโครงสร้างพื้นฐานที่สำคัญของระบบเศรษฐกิจฐานความรู้ในการทำให้ประชาชนและธุรกิจ สามารถเข้าถึงสารสนเทศจากทั่วทุกมุมโลกและดึงสารสนเทศนั้นออกมาเป็นความรู้โดยเฉพาะบริการอินเทอร์เน็ต

วัฒนธรรมและจริยธรรมในสังคม  จะต้องสร้างวัฒนธรรมแห่งการเรียนรู้ในองค์กรและปัจเจกบุคคลวัฒนธรรมการเป็นผู้ประกอบการ และค่านิยมของสังคมที่ยอมรับแนวความคิดใหม่ๆและยอมรับความล้มเหลว เป็นตัวกระตุ้นให้คนในสังคมกล้าคิดค้นนวัตกรรมซึ่งเป็นกิจกรรมที่มีความเสี่ยงสูง

กฎหมายและแรงจูงใจ ในที่นี้คือการออกกฎหมายและกฎระเบียบที่ยอมรับว่าความรู้เป็นสินทรัพย์ เพื่อเป็นฐานการดำเนินงานของเศรษฐกิจ / สังคมฐานความรู้การวางระบบทรัพย์สินทางปัญญาให้มีความสมดุลระหว่างการส่งสริมการสร้างความรู้ใหม่และการแพร่กระจาย

โครงสร้างพื้นฐานและสถาบัน โดยเฉพาะอย่างยิ่งที่เกี่ยวข้องโดยตรงกับกระบวนการสร้าง แพร่กระจาย และใช้ความรู้ อาทิ สถาบันวิจัย มหาวิทยาลัย อุทยานวิทยาศาสตร์ ศูนย์บ่มเพาะเทคโนโลยีและนวัตกรรม ศูนย์วิเคราะห์ทดสอบและมาตรวิทยาและระบบสอบเทียบและมาตรฐานเพื่อปรับเปลี่ยนมาตรฐานการผลิตของประเทศสู่มาตรฐานสากล

2.      ระบบการบริหารจัดการความรู้ มีองค์ประกอบดังนี้

การผลิตความรู้  โดยการค้นคว้าวิจัยพัฒนาออกแบบและทำวิศวกรรม เพื่อให้ได้มาซึ่งความรู้ใหม่และการได้มาซึ่งความรู้ที่มีอยู่แล้ว

การแพร่กระจายความรู้  โดยให้การศึกษาและพัฒนาทรัพยากรมนุษย์เพื่อให้เกิดความรู้ใหม่ฝังเข้าไปในตัวคนหรือการเผยแพร่ความรู้สู่สาธารณชนโดยวิธีการต่างๆ

การใช้ความรู้  คือการใช้ความรู้ไปแก้ปัญหาโดยเฉพาะให้ความรู้เข้าไปสู่กระบวนการทางอุตสาหกรรม การเกษตร  และบริการหรือเพื่อประโยชน์สาธารณะ




เป้าหมาย : แผนแม่บทโครงสร้างพื้นฐานทางปัญญา

            แผนแม่บทฉบับนี้มุ่งเน้นการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานทางปัญญาในด้านการเพิ่มความสามารถในการสร้างและการใช้ประโยช์ความรู้เพื่อนำไปสู่การเจริญเจิบโตทางเศรษฐกิจที่ยั่งยืนโดยมีจุดหมายของการพัฒนา คือ ภายในปี 2555 ประเทศไทยจะบรรลุเป้าหมาย 3 ประการดังนี้

เป้าหมายที่ 1 : ร้อยละ 35 ของสถานประกอบการในอุตสาหกรรมการผลิตมีนวัตกรรมทางเทคโนลี

เป้าหมายที่ 2 : มีความร่วมมืออย่างใกล้ชิดระหว่างภาคธุรกิจ สถาบันการศึกษา การวิจัย และการเรียนการสอน

เป้าหมายที่ 3 : อันดับความสามารถในการแข่งขันของประเทศไทยในด้านบุคลากรวิจัยและพัฒนา และสิทธิบัตรที่จัดทำโดย International  Institute for Management Development อยู่ในตำแหน่งไม่ต่ำกว่าจุดกึ่งกลาง


ประโยชน์ : โครงสร้างพื้นฐานทางปัญญา

            แผนแม่บทโครงสร้างพื้นฐานทางปัญญา ปี พ.ศ.2551-2555 จะทำให้สังคมไทยมีพัฒนาการทางโครงสร้างที่แข็งแกร่งสามารถยืนหยัดต่อสู้ในภาวะการแข่งขันรอบด้านได้อย่างสมดุลโดยเฉพาะภาคอุตสาหกรรมที่จะเป็นหัวจักรขับเคลื่อนเศรษฐกิจให้ก้าวหน้าอย่างไม่หยุดยั้งต่อไป โดยแผนแม่บทโครงสร้างพื้นฐานทางปัญญา ได้กำหนดวัตถุประสงค์ไว้ดังนี้

1.      เพื่อเร่งรัดให้มีโครงสร้างพื้นฐานทางปัญญาที่เข้มแข็ง เพื่อสนับสนุนภาคการผลิต และเพื่อสร้างความสามารถในการแข่งขันของประเทศอย่างยั่งยืน

2.      เพื่อเป็นการสร้างความเชื่อมโยงระหว่างภาคส่วนต่างๆ ซึ่งจะสนับสนุนการสร้างความเข้มแข็งให้แก่ผู้ประกอบการอุตสาหกรรม นักธุรกิจ นักวิจัย ระบบการศึกษา ระบบเศรษฐกิจและประชาชนทั่วไป




ยุทธศาสตร์.....สู่ความสำเร็จ

            แผนนี้จะมุ่งเน้นการสร้างความเข้มแข็งของภาคการผลิตความรู้ อันประกอบด้วยสถาบันวิจัย สถาบันการศึกษา จึงได้กำหนดกลยุทธ์การพัฒนา เพื่อให้หน่วยงานต่างๆ มียุทธศาสตร์ในการดำเนินงานด้านการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานทางปัญญาที่เป็นไปในทิศทางเดียวกันดังนี้

ยุทธศาสตร์เพิ่มความสามารถทางเทคโนโลยีและนวัตกรรมของภาคการผลิต

            เป็นการสร้างช่องทางความร่วมมือเพื่อเข้าถึงมาตรการสนับสนุนภาคเอกชนระหว่างหน่วยงานที่เกี่ยวข้องตลอดจนพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานและสถาบันรวมทั้งกฎหมายและแรงจูงใจเพื่อสนับสนุนการพัฒนาเทคโนโลยีและนวัตกรรม พัฒนาระบบคุณภาพ เสริมสร้างความรู้ ความเข้าใจในทรัพย์สินทางปัญญา วิทยาศาสตร์เทคโนโลยีและนวัตกรรม รวมทั้งสร้างความตระหนักและความเข้าใจในทรัพย์สินทางปัญญา และช่องทางในการใช้ประโยชน์ในทรัพย์สินทางปัญญา

ยุทธศาสตร์สร้างความเข้มแข็งของแหล่งผลิตความรู้

            พัฒนาศูนย์เชี่ยวชาญเฉพาะทางให้เข้มแข็ง และทำงานตรงกับความต้องการของภาคการผลิต โดยการถ่ายทอดความรู้ระดับสูงระหว่างภาคการผลิตและสถาบันการศึกษาเพื่อพัฒนาบุคลากรให้ตรงกับความต้องการของภาคการผลิตและบริการและส่งเสริมการพัฒนาศักยภาพของผู้เรียนที่มีทักษะในการประดิษฐ์คิดค้น

ยุทธศาสตร์สร้างความเชื่อมโยงระหว่างแหล่งผลิตความรู้และผู้ใช้ความรู้

            การพัฒนาเครือข่ายนวัตกรรมอุตสาหกรรมกลุ่มย่อยประกอบด้วยกิจกรรมทั้งในส่วนการสร้างความเชื่อมโยงและการเพิ่มความสามารถของภาคการผลิต ตลอดจนแหล่งผลิตความรู้การดำเนินงานจะทำในลักษณะชุดโครงการที่มีการออกแบบให้สอดคล้องและประสานกันทุกส่วน โดยมีเป้าหมายในการพัฒนาผู้ประกอบการผลิตในกลุ่มใดกลุ่มหนึ่งเป็นการเฉพาะซึ่งจะมีการคัดเลือกกลุ่มอุตสาหกรรมนำร่องเพื่อทำการพัฒนาเครือข่ายนวัตกรรมนั้น



ยุทธศาสตร์สู่ความสำเร็จ

ยุทธศาสตร์......สู่ความสำเร็จ

            เพื่อบรรลุตามวัตถุประสงค์และเป้าหมายที่ตั้งไว้ทุกประการ จึงจำเป็นอย่างยิ่งที่จะต้องมีแผนยุทธศาสตร์ที่ดีอันจะนำไปสู่ความแข็งแกร่งของภาคอุตสาหกรรมไทย สำนักงานเศรษฐกิจอุตสาหกรรมจึงได้กำหนดยุทธศาสตร์เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพและผลิตภาพภาคอุตสาหกรรม ดังนี้

ยุทธศาสตร์ที่ 1 การยกระดับความสามารถทักษะแรงงาน (Human Skill) ทั้งแรงงานที่มีอยู่เดิมและแรงงานที่กำลังเข้าสู่ภาคอุตสาหกรรม 

โดยยกระดับความรู้ ทักษะแรงงานทั้งเก่าและใหม่ เพื่อรองรับความเปลี่ยนแปลง สนับสนุนให้มีการกำหนดมาตรฐานฝีมือแรงงานทั้งในและนอกระบบ และให้ความสำคัญกับค่าตอบแทนโดยกำหนดให้มีองค์กรหรือหน่วยงานรับรองมาตรฐาน (Certification Authority) สำหรับทดสอบฝีมือแรงงาน

ยุทธศาสตร์ที่ 2 การยกระดับความสามารถทางด้านการบริหารจัดการ (Management) ซึ่งมีแนวทางในการดำเนินการ ดังนี้

นำระบบ IT มาใช้ในกระบวนการเพิ่มประสิทธิภาพและผลิตภาพ ส่งเสริมการพัฒนาคุณภาพอย่างต่อเนื่อง โดยการพัฒนาและปรับปรุงกระบวนการผลิต และส่งเสริมการจัดทำฐานข้อมูลเชิงเปรียบเทียบหรือ Benchmarking , Best Practices เพื่อเป็นแนวทางในการเพิ่มประสิทธิภาพและผลิตภาพของกลุ่มอุตสาหกรรม ตลอดจนสร้างจิตสำนึกและแรงจูงใจในการเพิ่มประสิทธิภาพและผลิตภาพแก่ผู้ประกอบการ

ยุทธศาสตร์ที่ 3 การปรับปรุงประสิทธิภาพเครื่องจักร

ส่งเสริมการพัฒนาและปรับปรุงประสิทธิภาพเครื่องจักรในแต่ละกลุ่มอุตสาหกรรม เพื่อการเพิ่มประสิทธิภาพและผลิตภาพในการผลิต

ยุทธศาสตร์ที่ 4 การพัฒนาระบบ Logistics ภายในกลุ่มอุตสาหกรรม

ส่งเสริมและสนับสนุนให้ภาคเอกชนพัฒนาระบบ Logistics ภายในกลุ่มอุตสาหกรรม เพื่อการเพิ่มประสิทธิภาพและผลิตภาพ

ยุทธศาสตร์ที่ 5 การสร้างเครือข่ายพันธมิตรธุรกิจ และ Supply Chain

สนับสนุนการรวมกลุ่มธุรกิจในลักษณะเครือข่าย วิสาหกิจ และ Supply Chain เพื่อเชื่อมโยงการผลิตโดยเน้นการเรียนรู้ซึ่งกันและกันระหว่างกลุ่มที่อยู่ในระดับหัวแถวกับท้ายแถว รวมทั้งกระตุ้นการมีส่วนร่วมอย่างจริงจังจากภาคเอกชนและสร้างจิตสำนึกของผู้บริหาร ผู้ประกอบการในการรวมกลุ่มเครือข่ายวิสาหกิจให้มีความเข้มแข็ง


เป้าหมายและประโยชน์ การพัฒนาผลิตภาพการผลิต


เป้าหมาย : การพัฒนาผลิตภาพการผลิต (Productivity)


            สำนักงานเศรษฐกิจอุตสาหกรรม (สศอ.) ในฐานะหน่วยงานหลักในการจัดทำแผนแม่บท Productivity ได้มีแนวทางร่วมกันกับภาคเอกชนเพื่อกำหนดเป้าหมายที่ชัดเจนอันจะนำไปสู่ความแข็งแกร่งของประเทศที่มาจากภายในสู่ภายนอกโดยกำหนดเป้าหมายที่สำคัญ 3 เป้าหมายดังนี้

เป้าหมายที่ 1 :  ผลิตภาพแรงงานของภาคอุตสาหกรรมเพิ่มขึ้น

ตัวชี้วัดความสำเร็จ :  ผลิตภาพแรงงาน (Labor Productivity) ของภาคอุตสาหกรรมขยายตัวในอัตราร้อยละ 5 ต่อปี

เป้าหมายที่ 2 :  กลุ่มอุตสาหกรรมที่เข้าร่วมโครงการภายใต้แผนแม่บทมีจำนวนเพิ่มขึ้น

ตัวชี้วัดความสำเร็จ : จำนวนกลุ่มอุตสาหกรรมที่เข้าร่วมโครงการภายใต้แผนแม่บทในปี 2551 มีจำนวน 13 กลุ่มอุตสาหกรรมและจะเพิ่มขึ้นเป็นไม่น้อยกว่า 25 กลุ่มอุตสาหกรรมในปี 2555

เป้าหมายที่ 3 : ผู้ประกอบการที่เข้าร่วมโครงการภายใต้แผนแม่บทมีจำนวนเพิ่มขึ้น

ตัวชี้วัดความสำเร็จ : จำนวนผู้ประกอบการที่เข้าร่วมโครงการภายใต้แผนแม่บทในปี 2551 มีจำนวนไม่น้อยกว่า 4,500 โรงงาน และจะเพิ่มขึ้นเป็นไม่น้อยกว่า 9,000 โรงงานในปี 2555


ประโยชน์ : การพัฒนาผลิตภาพการผลิต  (Productivity)
         
           แผนแม่บทการเพิ่มประสิทธิภาพและผลิตภาพของภาคอุตสาหกรรม Productivity ที่จัดทำขึ้นมีวัตถุประสงค์ที่จะก่อให้เกิดประโยชน์ ดังนี้

1.      เพื่อตอบสนองนโยบายของรัฐบาลในการพัฒนาประสิทธิภาพและผลิตภาพ ซึ่งเป็นรากฐานการเติบโตของผลิตภัณฑ์ประชาชาติที่ยั่งยืน อันจะนำไปสู่การเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศ และคุณภาพชีวิตของประชาชน

2.      เพื่อแก้ไขปัญหา ตลอดจนสร้างความเข้มแข็งและภูมิคุ้มกันให้กับภาคอุตสาหกรรมของไทยให้สามารถอยู่รอดและแข่งขันได้ในเวทีการค้าโลก

3.      เพื่อผลักดันให้ภาคเอกชนมีบทบาทในการพัฒนาด้วยตนเองและให้ความสำคัญกับการเพิ่มประสิทธิภาพและผลิตภาพโดยร่วมมือกับภาครัฐในการร่วมคิดร่วมทำ (Collaboration)

4.      เพื่อช่วยผู้ประกอบการแก้ไขปัญหาและพัฒนาผลิตภาพของผู้ประกอบการเองและตามความต้องการของกลุ่มอุตสาหกรรม ตามยุทธศาสตร์ที่วางไว้ทุกประการ



แผนแม่บท พ.ศ.2551-2555

แผนแม่บทการเพิ่มประสิทธิภาพ และผลิตภาพภาคอุตสาหกรรม (Productivity)
( พ.ศ. 2551-2555 )


               จาก “ปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง” ที่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงพระราชทานแก่พสกนิกรทุกหมู่เหล่า รัฐบาลจึงรับมาใส่เกล้าฯ นำมาใช้เป็นแนวทางหลักในการบริหารราชการแผ่นดิน เพื่อเป็นการสร้างความเข้มแข็งให้กับทุกภาคส่วนของสังคม

               สำนักงานเศรษฐกิจอุตสาหกรรม (สศอ.) กระทรวงอุตสาหกรรม ได้ยึดแนวทางเศรษฐกิจพอเพียงในการสร้างภูมิคุ้มกันที่ดีให้กับภาคอุตสาหกรรมโดยให้ความสำคัญกับเป้าหมายการเพิ่มประสิทธิภาพและผลิตภาพ เนื่องจากเป็นปัจจัยสำคัญที่จะนำไปสู่การขยายตัวทางเศรษฐกิจอย่างมั่นคง จึงได้ร่วมกับภาคเอกชนจัดทำ “แผนแม่บทการเพิ่มประสิทธิภาพและผลิตภาพของภาคอุตสาหกรรม พ.ศ. 2551-2555” ซึ่งเป็นรากฐานการเติบโตของผลิตภัณฑ์ประชาชาติอันจะนำมาซึ่งการเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศที่ยั่งยืนในระยะยาวต่อไป


Productivity คืออะไร


            “Productivity” คือ ผลิตภาพการผลิต การขยายตัวของภาคอุตสาหกรรมที่ผ่านมา เกิดบนพื้นฐานของการขยายตัวในเชิงปริมาณมากกว่าคุณภาพโดยอาศัยปัจจัยทุนและแรงงานเป็นหลัก ซึ่งการเพิ่มของผลิตภาพการผลิตโดยรวมยังอยู่ในระดับต่ำ ดังนั้นจึงจำเป็นต้องมีการพัฒนาผลิตภาพการผลิตเพื่อสร้างความแข็งแกร่งที่ยั่งยืนให้กับภาคอุตสาหกรรมของประเทศ

             การพัฒนาผลิตภาพจะประสบผลสำเร็จได้ย่อมจะต้องมาจากปัจจัยภายใน เช่น พื้นฐานด้านทักษะแรงงานที่มีจุดแข็งตลอดจนมีวัตถุดิบที่มีคุณภาพเป็นตัวขับเคลื่อนที่สำคัญ ซึ่งจะเป็นพื้นฐานของการพัฒนาเศรษฐกิจแบบยั่งยืนต่อไป



ข้อมูลเพิ่มเติม : พัดลมอุตสาหกรรม  พัดลมระบายอากาศ  พัดลมไอน้ำ  การพัฒนาผลิตภาพ

วันอังคารที่ 4 มกราคม พ.ศ. 2554

การปรับปรุงคุณภาพของน้ำ

              เราทราบแล้วว่าแหล่งน้ำบนผิวดิน เป็นแหล่งน้ำใหญ่และเหมาะที่จะนำมาปรับปรุงคุณภาพแล้วใช้เป็นน้ำดื่มน้ำใช้ซึ่งมีวิธีการปรับปรุงคุณภาพของน้ำให้สะอาดได้อยู่หลายวิธี สามารถจะเลือกใช้ให้เหมาะกับสภาพความต้องการของครอบครัวและชุมชนได้ วิธีการต่างๆ คือ

1.       การต้ม    เป็นวิธีที่ทำน้ำให้สะอาดสามารถทำลายเชื้อจุลินทรีย์ในน้ำให้หมดไปได้ แต่การต้มนั้นต้องต้มน้ำให้เดือดนาน 15 นาที ความร้อนจะไปทำลายเชื้อจุลินทรีย์ให้หมดไป คุณภาพของน้ำทางกายภาพไม่เปลี่ยนแปลง ส่วนคุณสมบัติทางเคมีอาจเปลี่ยนแปลงไปได้บางเล็กน้อย เช่น ทำลายการกระด้างชั่วคราวลงได้


2.       การกลั่น   โดยใช้ความร้อนต้มน้ำให้กลายเป็นไอแล้วให้ไอนี้ผ่านท่อที่มีความเย็น ไอจะจับตัวกันเป็นน้ำและน้ำที่ได้นี้เรียกว่าน้ำกลั่น การปรับปรุงวิธีนี้จะได้น้ำที่สะอาดมาก ส่วนใหญ่มักจะนำไปใช้ในกิจการแพทย์



3.       การกรอง  เป็นวิธีจัดหาน้ำสะอาดมาใช้ภายในครอบครัว เป็นที่นิยมกันมาก การกรองนี้มีอยู่ 2 ชนิด  ชนิดแรกกรองด้วยทรายละเอียดและชนิดที่สองเป็นการกรองด้วยกระเบื้องเคลือบ ซึ่งมีความพรุนพอที่จะให้น้ำผ่านได้



4.       การใช้สารเคมี  มีสารเคมีหลายชนิดที่มีคุณสมบัติทำลายเชื้อจุลินทรีย์ในน้ำ  สารเคมีที่นิยมใช้แพร่หลายมาก คือ สารคลอรีน  เกิดอยู่ในรูปของสารประกอบคลอไรด์ เป็นส่วนใหญ่ ถ้าเป็นก๊าซจะมีสีเขียวปนเหลือง มีกลิ่นฉุนเป็นพิษ ถ้าอยู่ในอากาศ 40-60 ส่วนในล้าน สูดหายใจเข้าไปนาน 30 นาที จะทำให้เกิดอันตรายถ้า 1,000 ส่วนในล้านทำให้ตายได้ใน 2-3 นาที และเป็นก๊าซที่หนักกว่าอากาศละลายในน้ำได้ ทำเป็นของเหลวหรือของแข็งเป็นสีเหลืองคลอรีนราคาไม่แพง  มีฤทธิ์ทำลายสูง